Off-page SEO

Backlink คืออะไร? ทำงานกับ SEO ยังไง ต่างจาก Anchor Text

Backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาเว็บเรา อธิบายว่า Google ใช้ลิงก์ประเมินหน้าเว็บอย่างไร ต่างจาก Anchor Text ยังไง และวิธีเช็กฟรี

อินโฟกราฟิก Backlink คืออะไร ลิงก์จากหลายเว็บไซต์ชี้เข้าหาเว็บเดียว พร้อมสรุป Anchor Text, nofollow และการเช็กใน Search Console

Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้มายังหน้าเว็บของเรา เมื่อมีคนคลิกลิงก์บนเว็บต้นทาง ผู้อ่านจะถูกพามาที่เว็บเรา และ Google ก็ใช้ลิงก์แบบเดียวกันนี้เพื่อค้นพบหน้าใหม่และประเมินว่าหน้าไหนพูดเรื่องอะไรและน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ค้นหา บทความนี้อธิบายนิยาม Backlink แบบเข้าใจง่ายสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่กลไกที่ Google ใช้ ส่วนประกอบของลิงก์ ความต่างระหว่าง Backlink กับ Anchor Text ไปจนถึงวิธีเช็กลิงก์ของตัวเองฟรี

อัปเดตข้อมูล: 9 ตุลาคม 2569 (ค.ศ. 2026) — อ้างอิงเอกสารทางการของ Google Search Central และ Search Console Help ที่เปิดตรวจสอบในวันที่อัปเดต

Backlink (บางคนเรียก inbound link หรือ ลิงก์ขาเข้า) คือลิงก์ที่อยู่บนเว็บของคนอื่นแล้วชี้กลับมาที่เว็บของเรา ถ้าเว็บข่าวแห่งหนึ่งเขียนบทความแล้วใส่ลิงก์มายังหน้าสินค้าของคุณ ลิงก์นั้นคือ Backlink ของหน้าสินค้าหน้านั้นทันที

ลองนึกภาพว่าเว็บไซต์ทั้งโลกเป็นเมืองขนาดใหญ่ แต่ละเว็บคืออาคาร และลิงก์คือถนนที่เชื่อมอาคารเข้าหากัน ถ้ามีถนนจากหลายย่านวิ่งมาที่อาคารของคุณ คนก็หาคุณเจอง่ายขึ้น และคนที่วางผังเมือง (ในที่นี้คือ Google) ก็พอเดาได้ว่าอาคารนี้น่าจะมีอะไรน่าสนใจ

แนวคิดนี้คล้ายการอ้างอิงในงานวิชาการ งานที่ถูกอ้างถึงโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันมักเป็นงานที่มีคุณค่า แต่ต้องย้ำว่า Backlink เป็นเพียงสัญญาณหนึ่ง ไม่ใช่ทุกอย่างของ SEO ถ้ายังไม่แน่ใจว่า SEO ทั้งระบบมีอะไรบ้าง แนะนำอ่าน SEO คืออะไร ก่อน แล้วค่อยกลับมาที่เรื่องลิงก์

ความต่างอยู่ที่ “ลิงก์มาจากไหนและไปที่ไหน” Backlink มาจากเว็บอื่นเข้าหาเรา Internal Link อยู่ภายในเว็บเดียวกัน ส่วน Outbound Link คือลิงก์จากเว็บเราออกไปหาเว็บอื่น ลิงก์เส้นเดียวกันจึงเป็นทั้ง Outbound Link ของเว็บต้นทาง และเป็น Backlink ของเว็บปลายทางในเวลาเดียวกัน

ประเภทลิงก์ต้นทางปลายทางใครควบคุมหน้าที่หลัก
Backlink (ลิงก์ขาเข้า)เว็บอื่นเว็บเราเจ้าของเว็บอื่นสัญญาณความน่าเชื่อถือ + ช่องทางให้คนเจอเรา
Internal Link (ลิงก์ภายใน)หน้าหนึ่งในเว็บเราอีกหน้าในเว็บเราเรา 100%ช่วย Google ไล่เก็บหน้าและเข้าใจโครงสร้างเว็บ
Outbound Link (ลิงก์ขาออก)เว็บเราเว็บอื่นเราอ้างอิงแหล่งข้อมูลให้ผู้อ่าน

จุดที่มือใหม่มักพลาดคือคิดว่าลิงก์ภายในเว็บตัวเองนับเป็น Backlink ด้วย ซึ่งไม่ใช่ Internal Link สำคัญคนละแบบ เราควบคุมได้เต็มที่และควรวางให้ดีตั้งแต่ต้น ส่วน Backlink ต้องอาศัยคนอื่นเป็นผู้ตัดสินใจลิงก์มาหาเรา นี่คือเหตุผลที่งานลิงก์ขาเข้าถูกจัดอยู่ในหมวด Off-page SEO หรือ SEO นอกหน้าเว็บ

Google ใช้ลิงก์ 2 ทาง คือ ใช้ค้นพบหน้าใหม่ และ ใช้เป็นสัญญาณประเมินความเกี่ยวข้องของหน้า เอกสาร Link best practices ของ Google Search Central เขียนไว้ตรง ๆ ว่า Google ใช้ลิงก์เป็นสัญญาณเมื่อพิจารณาความเกี่ยวข้องของหน้า และใช้ลิงก์เพื่อหาหน้าใหม่มาเก็บข้อมูล

1. ใช้ลิงก์ค้นพบหน้าใหม่ (Discovery)

ตามเอกสาร How Search works หน้าใหม่ส่วนหนึ่งถูกค้นพบเมื่อ Google ดึงลิงก์จากหน้าที่รู้จักอยู่แล้วไปยังหน้าใหม่ เช่น หน้าหมวดหมู่ที่ลิงก์ไปบทความใหม่ ถ้าเว็บของคุณยังใหม่และไม่มีใครลิงก์มาเลย Google ก็ยังหาเจอได้ผ่านช่องทางอื่น เช่น การส่ง Sitemap แต่ลิงก์จากเว็บที่ Google แวะบ่อยเป็นอีกทางที่ช่วยให้ถูกค้นพบ

2. ใช้ลิงก์ทำความเข้าใจว่าหน้าไหนน่าจะมีประโยชน์

หน้า A guide to Google Search ranking systems ระบุว่า Google มีหลายระบบที่เข้าใจว่าหน้าเว็บลิงก์หากันอย่างไร เพื่อใช้ตัดสินว่าหน้าเกี่ยวกับอะไรและหน้าไหนน่าจะมีประโยชน์ที่สุดต่อคำค้น และระบุว่า PageRank ซึ่งเป็นระบบจัดอันดับหลักตั้งแต่ Google เปิดตัว ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดอันดับหลักจนถึงปัจจุบัน แม้วิธีทำงานจะพัฒนาไปมากแล้ว

3. ใช้ข้อความลิงก์บอกบริบท

ข้อความที่คลิกได้ของลิงก์ หรือ Anchor Text ช่วยบอก Google ว่าหน้าปลายทางพูดเรื่องอะไร ซึ่งเราจะอธิบายแยกในหัวข้อถัดไป

สิ่งที่ Google ไม่ได้ เปิดเผยคือสูตรน้ำหนักว่าลิงก์หนึ่งเส้นมีค่ากี่คะแนน ดังนั้นตัวเลขอย่าง “DA” หรือ “DR” ที่เห็นในเครื่องมือต่าง ๆ เป็นตัวชี้วัดที่บริษัทเครื่องมือคิดขึ้นเอง ไม่ใช่ค่าที่ Google ใช้จริง ควรใช้ดูแนวโน้มเท่านั้น

Backlink คือตัวลิงก์ทั้งเส้น ส่วน Anchor Text คือข้อความที่มองเห็นและคลิกได้ของลิงก์เส้นนั้น พูดง่าย ๆ คือ Anchor Text เป็นส่วนประกอบหนึ่งของ Backlink ไม่ใช่สิ่งที่แยกออกมาเป็นอีกประเภท

หัวข้อเทียบBacklinkAnchor Text
คืออะไรลิงก์ทั้งเส้นจากเว็บอื่นมาเว็บเราข้อความที่คลิกได้ของลิงก์
อยู่ตรงไหนในโค้ดแท็ก <a href="..."> ทั้งก้อนข้อความระหว่าง <a> กับ </a>
บอกอะไร Googleมีเว็บอื่นอ้างถึงหน้านี้หน้าปลายทางเกี่ยวกับเรื่องอะไร
ตัวอย่างลิงก์จากเว็บรีวิวมาหน้าร้านของคุณ“ร้านกาแฟดริปย่านอารีย์”
ความเสี่ยงถ้าทำผิดลิงก์สแปมจากเว็บไม่เกี่ยวข้องยัดคีย์เวิร์ดตรงตัวซ้ำ ๆ จนผิดธรรมชาติ

Anchor Text ที่ดีตามคำแนะนำของ Google

เอกสาร Link best practices ระบุว่า Anchor Text ที่ดีควร สื่อความ กระชับพอสมควร และเกี่ยวข้องกับหน้าที่ลิงก์อยู่ และยกตัวอย่างข้อความกว้าง ๆ อย่าง “คลิกที่นี่” หรือ “อ่านเพิ่มเติม” ว่าไม่ดี เพราะอ่านแยกออกมาแล้วไม่รู้ว่าลิงก์ไปไหน วิธีทดสอบง่าย ๆ คือ ลองอ่าน Anchor Text เดี่ยว ๆ โดยไม่มีประโยครอบข้าง ถ้ายังเข้าใจว่าจะพาไปหน้าอะไร ถือว่าใช้ได้

ข้อควรระวัง: การยัดคีย์เวิร์ดลงใน Anchor Text ซ้ำ ๆ ถือเป็นการขัดนโยบายสแปมของ Google ถ้าอยากรู้ว่าสัดส่วน Anchor Text แบบชื่อแบรนด์ แบบคีย์เวิร์ด และแบบ URL ควรผสมกันอย่างไร เรามีอธิบายละเอียดไว้ในบทความ Backlink คุณภาพวัดจากอะไร

ลิงก์ dofollow กับ nofollow คืออะไร มีกี่แบบ?

ลิงก์ทั่วไปที่ไม่ได้ติดค่าพิเศษ คนในวงการเรียกกันว่า “dofollow” ส่วนลิงก์ที่ติดแอตทริบิวต์ rel จะบอก Google ว่าเว็บต้นทางมีความสัมพันธ์กับลิงก์นั้นแบบไหน ตามเอกสาร Qualify your outbound links มีค่าหลัก 3 แบบ และ Google ระบุว่าลิงก์ที่ติดค่าเหล่านี้ โดยทั่วไปจะไม่ถูกติดตาม

ค่า relใช้กับลิงก์แบบไหนGoogle ปฏิบัติอย่างไร
ไม่ใส่ rel (เรียกกันว่า dofollow)ลิงก์อ้างอิงปกติในเนื้อหาติดตามและใช้เป็นสัญญาณได้ตามปกติ
rel="sponsored"ลิงก์โฆษณา ลิงก์ที่จ่ายเงิน หรือได้ค่าตอบแทนโดยทั่วไปไม่ติดตาม
rel="ugc"ลิงก์ในคอมเมนต์ กระทู้ เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างโดยทั่วไปไม่ติดตาม
rel="nofollow"กรณีอื่นที่ไม่อยากให้ Google เชื่อมโยงกับหน้าปลายทางโดยทั่วไปไม่ติดตาม

ค่าเหล่านี้ใส่รวมกันได้ เช่น rel="ugc nofollow" และเอกสารเดียวกันเตือนว่าหน้าปลายทางยังอาจถูกค้นพบผ่านทางอื่นได้ เช่น Sitemap หรือลิงก์จากเว็บอื่น

ลิงก์ nofollow ไม่ได้ไร้ค่า เพราะยังพาผู้อ่านจริงเข้ามาที่เว็บ และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งอาจต่อยอดเป็นลิงก์ธรรมชาติในภายหลัง โปรไฟล์ลิงก์ที่ดูเป็นธรรมชาติมักมีทั้งสองแบบผสมกัน

ลิงก์ที่ดีคือลิงก์ที่เว็บอื่นใส่เพราะเนื้อหาของเรามีประโยชน์ต่อผู้อ่านของเขาจริง ส่วนลิงก์สแปมคือลิงก์ที่สร้างขึ้นเพื่อปั่นอันดับเป็นหลัก นโยบาย Spam policies for Google web search นิยาม link spam ว่าเป็นการสร้างลิงก์มายังหรือออกจากเว็บโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อควบคุมอันดับการค้นหา

ตัวอย่างพฤติกรรมที่ Google ระบุว่าเป็น link spam ได้แก่

  • ซื้อหรือขายลิงก์เพื่อผลด้านอันดับ ทั้งแลกด้วยเงิน สินค้า หรือบริการ
  • แลกลิงก์กันมากเกินไปแบบ “ลิงก์มาหาฉันแล้วฉันจะลิงก์กลับ”
  • ใช้โปรแกรมหรือบริการอัตโนมัติสร้างลิงก์มายังเว็บตัวเอง
  • คอมเมนต์ในฟอรัมที่ใส่ Anchor Text แบบยัดคีย์เวิร์ด
  • บทความโฆษณาที่รับเงินแล้วใส่ลิงก์ที่ส่งผลต่ออันดับ

ในทางกลับกัน Google ก็ยอมรับว่าการซื้อขายลิงก์เพื่อโฆษณาและสปอนเซอร์เป็นเรื่องปกติของเว็บ ตราบใดที่ติด rel="sponsored" หรือ rel="nofollow" ให้ถูกต้อง บทความนี้เป็นมุมนิยามเบื้องต้น ถ้าต้องการเกณฑ์ประเมินคุณภาพลิงก์ทีละข้อ ระบบ Tier 1 กับ Tier 2 และเหตุผลที่ลิงก์ดีจำนวนน้อยชนะลิงก์สแปมจำนวนมาก อ่านต่อได้ที่ Backlink คุณภาพวัดจากอะไร

Backlink ได้มาจาก 3 ทางหลัก คือ ลิงก์ที่ได้มาเองโดยธรรมชาติ ลิงก์ที่ได้จากการติดต่อหรือประชาสัมพันธ์ และลิงก์ที่เราสร้างเองบนแพลตฟอร์มภายนอก แต่ละแบบมีน้ำหนักและความเสี่ยงต่างกัน

  1. ลิงก์ธรรมชาติ (Earned Links) — คนอื่นเห็นว่าเนื้อหาเรามีประโยชน์แล้วลิงก์มาเอง เช่น คู่มือ ข้อมูลสถิติที่เราสำรวจเอง หรือเครื่องมือฟรี เป็นแบบที่ยั่งยืนที่สุดแต่ใช้เวลานาน
  2. ลิงก์จากการติดต่อและประชาสัมพันธ์ (Outreach / PR) — เสนอบทความหรือข้อมูลให้สื่อ สมาคม หรือคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง ได้ลิงก์เมื่อเขาเห็นว่าเนื้อหาเราเหมาะกับผู้อ่านของเขา
  3. ลิงก์ที่สร้างเอง (Self-created Links) — เช่น โปรไฟล์ธุรกิจ ไดเรกทอรี หรือโพสต์ในเว็บบอร์ด ลิงก์ประเภทนี้มักถูกติด ugc หรือ nofollow ต้องทำอย่างระมัดระวังและไม่ยัด Anchor Text ตัวอย่างเทคนิคแบบเว็บบอร์ดดูได้ใน ทำ Backlink เว็บบอร์ด SMF ด้วย Spintax

ไม่ว่าจะได้ลิงก์มาทางไหน หน้าปลายทางควรมีเนื้อหาที่คู่ควรกับการถูกลิงก์ก่อน ถ้าหน้ายังมีปัญหาพื้นฐาน เช่น title ซ้ำหรือ meta ขาด ลองตรวจเบื้องต้นด้วย เครื่องมือเช็ก SEO ฟรี ก่อนเริ่มงานลิงก์

วิธีที่ฟรีและเป็นข้อมูลจาก Google โดยตรงคือ รายงานลิงก์ (Links report) ใน Google Search Console ตามหน้า Links report ของ Search Console Help รายงานแบ่งเป็นลิงก์ภายนอกและลิงก์ภายใน

ขั้นตอนเปิดดูมีดังนี้

  1. เข้า Google Search Console แล้วเลือก property ของเว็บที่ยืนยันสิทธิ์แล้ว
  2. กดเมนู “ลิงก์” (Links) ที่แถบด้านซ้าย
  3. ดูกล่อง “ลิงก์ภายนอก” ซึ่งมี 3 ส่วน คือ หน้าที่ถูกลิงก์มากที่สุด (Top linked pages), เว็บที่ลิงก์มามากที่สุด (Top linking sites) และข้อความลิงก์ที่ใช้มากที่สุด (Top linking text)
  4. กด “เพิ่มเติม” ในแต่ละกล่องเพื่อดูรายละเอียด และกด Export ถ้าต้องการนำไปวิเคราะห์ต่อ

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ตามเอกสารของ Google:

  • ตารางในรายงาน แสดงได้สูงสุด 1,000 แถว เว็บที่มีลิงก์จำนวนมากอาจถูกตัดข้อมูล
  • ข้อมูลเป็น ตัวอย่าง (sample) ของลิงก์ ไม่ใช่รายการลิงก์ทั้งหมดของเว็บ
  • การ Export ดาวน์โหลดข้อมูลได้สูงสุด 100,000 แถว

ข้อมูลส่วน Top linking text คือรายการ Anchor Text ที่เว็บอื่นใช้ลิงก์มาหาเรา ใช้ดูได้ว่าคนอื่นเรียกเว็บเราว่าอะไร และสัดส่วนข้อความดูเป็นธรรมชาติหรือยัดคีย์เวิร์ดผิดปกติ

เริ่มจาก ทำหน้าเว็บให้คู่ควรกับการถูกลิงก์ก่อน แล้วค่อยหาลิงก์จากแหล่งที่เกี่ยวข้องจริง ไม่ควรเริ่มด้วยการซื้อแพ็กลิงก์จำนวนมากโดยไม่รู้ที่มา ลำดับที่แนะนำสำหรับเว็บใหม่หรือเว็บธุรกิจขนาดเล็กมีดังนี้

  1. เช็กพื้นฐาน On-page ให้เรียบร้อย และวาง Internal Link ระหว่างหน้าสำคัญ
  2. ส่ง Sitemap ใน Search Console เพื่อให้ Google รู้จักทุกหน้าที่สำคัญ
  3. เปิดรายงานลิงก์ดูว่าตอนนี้มีใครลิงก์มาบ้าง Anchor Text เป็นแบบไหน
  4. สร้างเนื้อหาที่คนอื่นอยากอ้างอิง เช่น คู่มือ ตาราง ข้อมูลที่รวบรวมเอง
  5. ติดต่อเว็บในอุตสาหกรรมเดียวกัน สมาคม หรือคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง
  6. ลิงก์ที่จ่ายเงินหรือเป็นสปอนเซอร์ ให้ติด rel="sponsored" ตามนโยบาย Google
  7. ติดตามอันดับคีย์เวิร์ดหลักเป็นระยะด้วย เครื่องมือเช็กอันดับฟรี ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร

ถ้าทำทุกข้อแล้วอันดับยังไม่ขยับ อาจไม่ใช่ปัญหาเรื่องลิงก์อย่างเดียว ลองไล่ดู 12 สาเหตุที่เว็บไม่ติดอันดับ ประกอบด้วย

งานลิงก์ต้องใช้เวลาคัดแหล่งและติดตามผลต่อเนื่อง ถ้าไม่มีทีมทำเอง SEONo1 มี บริการรับทำ Backlink ที่วิเคราะห์ Link Profile เดิมก่อน วาง Anchor Text ให้เป็นธรรมชาติ และส่งรายการลิงก์ให้ตรวจสอบได้ทุกรายการ แพ็กเกจเริ่มต้น 1,999 บาท ดูรายละเอียดและเทียบทุกแพ็กเกจได้ที่ หน้าแพ็กเกจ หรือ ติดต่อทีมงาน เพื่อให้ช่วยประเมินว่าเว็บของคุณควรเริ่มจากลิงก์แบบไหน

Backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาเว็บเรา Google ใช้ลิงก์ทั้งเพื่อค้นพบหน้าใหม่และเป็นสัญญาณในการประเมินว่าหน้าไหนเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ ส่วน Anchor Text คือข้อความที่คลิกได้ของลิงก์ ซึ่งช่วยบอกบริบทของหน้าปลายทาง สิ่งที่มือใหม่ควรจำมี 3 ข้อ คือ ลิงก์ติด nofollow, sponsored, ugc โดยทั่วไปจะไม่ถูกติดตาม, การซื้อขายลิงก์เพื่อปั่นอันดับขัดนโยบาย Google และเช็กลิงก์ของตัวเองได้ฟรีใน Search Console เมื่อเข้าใจนิยามแล้ว ขั้นต่อไปคือเรียนรู้วิธีแยกลิงก์ดีกับลิงก์เสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียดอีกระดับ

FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Backlink คืออะไร อธิบายแบบสั้นที่สุด?

Backlink คือลิงก์บนเว็บไซต์ของคนอื่นที่คลิกแล้วพามายังหน้าเว็บของเรา Google ใช้ลิงก์เป็นสัญญาณหนึ่งในการทำความเข้าใจว่าหน้าไหนพูดเรื่องอะไรและน่าจะมีประโยชน์ และยังใช้ลิงก์เพื่อค้นพบหน้าใหม่ ๆ ด้วย

Backlink กับ Anchor Text ต่างกันอย่างไร?

Backlink คือตัวลิงก์ทั้งเส้นที่เชื่อมจากเว็บต้นทางมายังเว็บปลายทาง ส่วน Anchor Text คือข้อความที่มองเห็นและคลิกได้ของลิงก์นั้น Anchor Text จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ Backlink ที่ช่วยบอก Google ว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร

ลิงก์ nofollow ยังมีประโยชน์ไหม?

มีประโยชน์ทางอ้อม Google ระบุว่าลิงก์ที่ติด rel แบบ nofollow, sponsored หรือ ugc โดยทั่วไปจะไม่ถูกติดตาม แต่ลิงก์เหล่านี้ยังพาผู้อ่านจริงเข้าเว็บได้ และช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ซึ่งอาจนำไปสู่ลิงก์ธรรมชาติในภายหลัง

เช็ก Backlink ของเว็บตัวเองได้ฟรีที่ไหน?

ใช้รายงานลิงก์ใน Google Search Console ได้ฟรี จะเห็นหน้าที่ถูกลิงก์มากที่สุด เว็บที่ลิงก์มามากที่สุด และข้อความลิงก์ที่ใช้บ่อย โดยตารางแสดงได้สูงสุด 1,000 แถว และเป็นข้อมูลตัวอย่าง ไม่ใช่ลิงก์ทั้งหมด

ซื้อ Backlink ผิดกฎ Google หรือเปล่า?

การซื้อขายลิงก์เพื่อหวังผลอันดับถือเป็น link spam ตามนโยบายของ Google แต่ลิงก์โฆษณาหรือสปอนเซอร์ทำได้ถ้าติด rel แบบ sponsored หรือ nofollow ให้ถูกต้อง จึงควรเน้นลิงก์ที่ได้มาจากเนื้อหาที่มีคุณค่าจริง

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นจากปัญหาที่ถูกต้อง

ส่งเว็บไซต์มาให้เราประเมินก่อน ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด

บอกเราว่าธุรกิจของคุณอยากได้ลูกค้าจากคำค้นไหน เราจะบอกตรง ๆ ว่าเว็บคุณต้องแก้อะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ และคุ้มที่จะลงทุนหรือไม่