ROAS คืออะไร? สูตรคำนวณ ต่างจาก ROI ยังไง เท่าไหร่ถึงดี
ROAS คือยอดขายจากโฆษณาหารด้วยค่าโฆษณา อธิบายสูตรคำนวณพร้อมตารางตัวอย่าง ROAS ต่างจาก ROI อย่างไร หาค่า ROAS จุดคุ้มทุนของธุรกิจคุณ และวิธีปรับให้ดีขึ้น
ROAS คือผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (Return on Ad Spend) คำนวณจากยอดขายหรือมูลค่า Conversion ที่มาจากโฆษณา หารด้วยค่าโฆษณาที่จ่ายไป ถ้าจ่ายค่าโฆษณา 1 บาทแล้วขายได้ 4 บาท ROAS เท่ากับ 4 เท่า หรือ 400% บทความนี้อธิบายสูตรคำนวณพร้อมตารางตัวอย่าง ความต่างระหว่าง ROAS กับ ROI วิธีหาว่า ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้มสำหรับธุรกิจของคุณ และวิธีปรับให้ดีขึ้นในบัญชี Google Ads
อัปเดตข้อมูล: 27 กันยายน 2569 (ค.ศ. 2026) — สูตรและกลไกของ Google Ads ในบทความนี้อ้างอิงจากหน้าศูนย์ช่วยเหลือ Google Ads ที่เปิดตรวจในวันดังกล่าว
ROAS คืออะไร วัดอะไรในโฆษณา?
ROAS คือตัวชี้วัดที่ตอบคำถามว่า “เงินค่าโฆษณาแต่ละบาทสร้างยอดขายกลับมากี่บาท” จึงใช้เทียบประสิทธิภาพระหว่างแคมเปญ กลุ่มโฆษณา หรือคีย์เวิร์ดได้โดยตรง
ตัวเลขนี้มีความหมายก็ต่อเมื่อบัญชีโฆษณารู้ว่า Conversion แต่ละครั้งมีมูลค่าเท่าไร ตามหน้า About conversion values ของ Google การใส่มูลค่าให้ Conversion ทำให้คุณเห็นมูลค่าทางธุรกิจทั้งหมดที่ Google Ads สร้างขึ้น ไม่ใช่เห็นแค่จำนวนครั้งที่เกิด Conversion
ถ้าคุณยังใหม่กับระบบโฆษณาของ Google แนะนำให้อ่าน Google Ads คืออะไร ก่อน เพราะบทความนี้ต่อยอดจากเรื่องการวัด Conversion ที่อธิบายไว้ในบทความนั้น
ROAS เหมาะกับธุรกิจที่ผูกยอดขายกับโฆษณาได้ชัด เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่รู้ยอดคำสั่งซื้อทุกรายการ ส่วนธุรกิจที่ได้ลีดหรือยอดโทรก่อนปิดการขาย ต้องกำหนดมูลค่าโดยประมาณให้แต่ละลีด ROAS จึงจะอ่านได้
สูตรคำนวณ ROAS คิดยังไง?
สูตรคือ ROAS = ยอดขายจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา ผลลัพธ์เขียนได้ทั้งแบบเท่า (4 เท่า หรือ 4:1) และแบบเปอร์เซ็นต์ (คูณ 100 ได้ 400%) ทั้งสองแบบหมายถึงสิ่งเดียวกัน
สูตรตามเอกสารของ Google
ในหน้า About Target ROAS bidding Google ยกตัวอย่างไว้ว่า ยอดขาย 5 ดอลลาร์ ÷ ค่าโฆษณา 1 ดอลลาร์ × 100% = Target ROAS 500% หมายความว่าต้องการรายได้ 5 ดอลลาร์ต่อค่าโฆษณาทุก 1 ดอลลาร์ ส่วนในรายงานของบัญชี Google Ads ค่าเดียวกันนี้แสดงในคอลัมน์ Conv. value / cost ซึ่ง หน้านิยามของ Google ระบุว่าคำนวณจากมูลค่า Conversion หารด้วยค่าใช้จ่าย
ตารางตัวอย่างคำนวณ ROAS
ตัวอย่างสมมติ ร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี 4 แคมเปญ และสินค้าทุกชิ้นมีอัตรากำไรขั้นต้น 40% (ขายชิ้นละ 1,000 บาท ต้นทุนสินค้า 600 บาท)
| แคมเปญ | ค่าโฆษณา (บาท) | ยอดขาย (บาท) | ROAS | กำไรขั้นต้น 40% (บาท) | เหลือหลังหักค่าโฆษณา (บาท) |
|---|---|---|---|---|---|
| A | 5,000 | 20,000 | 4 เท่า (400%) | 8,000 | +3,000 |
| B | 8,000 | 16,000 | 2 เท่า (200%) | 6,400 | −1,600 |
| C | 12,000 | 54,000 | 4.5 เท่า (450%) | 21,600 | +9,600 |
| D | 3,000 | 3,000 | 1 เท่า (100%) | 1,200 | −1,800 |
สิ่งที่ตารางนี้บอกคือ แคมเปญ B มียอดขายเป็นสองเท่าของค่าโฆษณา ฟังดูดี แต่เมื่อหักต้นทุนสินค้าแล้วกลับขาดทุน 1,600 บาท ส่วนแคมเปญ D ที่ ROAS 100% คือได้ยอดขายเท่ากับค่าโฆษณาพอดี ซึ่ง ROAS 100% ไม่ได้แปลว่าเสมอตัว เพราะยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้าเลย
ROAS กับ ROI ต่างกันอย่างไร?
ROAS วัดยอดขายเทียบกับค่าโฆษณาอย่างเดียว ส่วน ROI วัดกำไรเทียบกับต้นทุนทั้งหมด ดังนั้น ROAS บอกประสิทธิภาพของโฆษณา แต่ ROI บอกว่าธุรกิจได้กำไรจริงหรือไม่
ตามหน้า Determine your return on investment (ROI) Google ให้สูตร ROI = (รายได้ − ต้นทุนสินค้าที่ขาย) ÷ ต้นทุนสินค้าที่ขาย และในตัวอย่างของ Google นับค่าโฆษณารวมอยู่ในต้นทุนด้วย สินค้าต้นทุน 100 ดอลลาร์ ขาย 200 ดอลลาร์ ขายได้ 6 ชิ้น ยอดขาย 1,200 ดอลลาร์ ค่าโฆษณา 200 ดอลลาร์ ได้ ROI = (1,200 − (600 + 200)) ÷ (600 + 200) = 50% ถ้านำตัวอย่างเดียวกันมาคิด ROAS จะได้ 1,200 ÷ 200 = 6 เท่า หรือ 600% ตัวเลขชุดเดียวกันจึงให้ภาพต่างกันมาก
| หัวข้อ | ROAS | ROI |
|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | Return on Ad Spend | Return on Investment |
| สูตร | ยอดขายจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา | (รายได้ − ต้นทุน) ÷ ต้นทุน |
| หักต้นทุนสินค้าไหม | ไม่หัก | หัก |
| ตอบคำถาม | โฆษณาสร้างยอดขายได้กี่เท่าของเงินที่จ่าย | ธุรกิจได้กำไรเท่าไรจากเงินที่ลงไป |
| ใช้ใน Google Ads | คอลัมน์ Conv. value / cost และกลยุทธ์ Target ROAS | คำนวณเองจากข้อมูลต้นทุนของธุรกิจ |
| เหมาะกับ | เทียบแคมเปญ คีย์เวิร์ด และตั้งเป้าให้ระบบเสนอราคา | ตัดสินใจว่าจะลงทุนต่อหรือหยุด |
ลองคิดตัวอย่างสมมติแคมเปญ A จากตารางก่อนหน้าด้วยสูตร ROI ของ Google ยอดขาย 20,000 บาท ต้นทุนสินค้า 12,000 บาท ค่าโฆษณา 5,000 บาท ต้นทุนรวม 17,000 บาท ROI = (20,000 − 17,000) ÷ 17,000 ≈ 17.6% ในขณะที่ ROAS ของแคมเปญเดียวกันคือ 400% ใช้ทั้งสองตัวคู่กันจะเห็นภาพครบกว่าดูตัวใดตัวหนึ่ง
ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี?
ROAS ที่ดีคือ ROAS ที่ สูงกว่าจุดคุ้มทุนของธุรกิจคุณเอง ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้ทุกอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้นต่างกัน ร้านที่กำไรขั้นต้นสูงอยู่ได้ด้วย ROAS ต่ำกว่าร้านที่กำไรบาง
ตัวเลข “ROAS มาตรฐานของอุตสาหกรรม” ที่เห็นตามอินเทอร์เน็ตมักมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ไม่รู้ว่าเป็นธุรกิจแบบไหน มีต้นทุนเท่าไร และวัดมูลค่า Conversion อย่างไร เราจึงไม่แนะนำให้ใช้ตัวเลขเหล่านั้นตัดสินแคมเปญของคุณ ให้คำนวณเกณฑ์จากต้นทุนจริงของตัวเองแทน
ROAS จุดคุ้มทุนคำนวณอย่างไร?
ROAS จุดคุ้มทุนคือ 1 ÷ อัตรากำไรขั้นต้น เป็นเลขคณิตธรรมดา ไม่ใช่สูตรเฉพาะของ Google ตัวอย่างสมมติ สินค้ามีอัตรากำไรขั้นต้น 40% จุดคุ้มทุนคือ 1 ÷ 0.40 = 2.5 เท่า หรือ 250% ถ้าจ่ายค่าโฆษณา 10,000 บาท ต้องขายให้ได้ 25,000 บาท จึงจะได้กำไรขั้นต้น 10,000 บาท (25,000 × 40%) พอดีกับค่าโฆษณา
| อัตรากำไรขั้นต้น | ROAS จุดคุ้มทุน (เท่า) | ROAS จุดคุ้มทุน (%) |
|---|---|---|
| 20% | 5 | 500% |
| 25% | 4 | 400% |
| 40% | 2.5 | 250% |
| 50% | 2 | 200% |
| 60% | ประมาณ 1.67 | ประมาณ 167% |
ตัวเลขในตารางเป็นจุดที่ “ไม่ขาดทุนจากโฆษณา” เท่านั้น ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นอย่างค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมชำระเงิน หรือค่าพนักงาน ถ้าธุรกิจของคุณมีต้นทุนเหล่านี้ ให้หักรวมเข้าไปในการคิดอัตรากำไรก่อน แล้วตั้งเป้า ROAS ให้สูงกว่าจุดคุ้มทุนพอสมควรเพื่อให้เหลือกำไรจริง
ปัจจัยที่ทำให้ ROAS เป้าหมายของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน
- อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้า เป็นตัวกำหนดจุดคุ้มทุนโดยตรง
- มูลค่าลูกค้าตลอดอายุ ถ้าลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำบ่อย ยอมรับ ROAS รอบแรกที่ต่ำกว่าได้
- เป้าหมายของแคมเปญ แคมเปญเปิดตลาดใหม่อาจยอมรับ ROAS ต่ำกว่าแคมเปญที่ขายสินค้าขายดีอยู่แล้ว
- ความแม่นยำของการวัด ถ้ามูลค่า Conversion ไม่ตรงกับยอดขายจริง ROAS ที่เห็นก็คลาดเคลื่อนตาม
ดูค่า ROAS ใน Google Ads ได้ที่ไหน?
ในบัญชี Google Ads ค่า ROAS คือคอลัมน์ Conv. value / cost ซึ่งเพิ่มได้จากเมนูคอลัมน์ในรายงานแคมเปญ กลุ่มโฆษณา หรือคีย์เวิร์ด แต่คอลัมน์นี้จะมีตัวเลขก็ต่อเมื่อคุณตั้งมูลค่าให้ Conversion แล้ว
Google อธิบายวิธีตั้งมูลค่า Conversion ไว้ 2 แบบ ในหน้า About conversion values ที่อ้างถึงข้างต้น
| วิธีตั้งมูลค่า | ข้อดีตามที่ Google ระบุ | ข้อจำกัด | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| มูลค่าต่างกันตามแต่ละรายการ | ใกล้เคียงมูลค่าจริงของแต่ละธุรกรรมมากกว่า | ตั้งค่ายากกว่า | ร้านที่ขายสินค้าหลายราคา หรือบริการหลายระดับราคา |
| มูลค่าเท่ากันทุก Conversion | ตั้งค่าง่ายกว่า | สะท้อนมูลค่าจริงของแต่ละรายการได้น้อยกว่า | แยกความสำคัญของ Conversion หลายประเภทออกจากกันคร่าว ๆ |
สำหรับร้านค้าออนไลน์ แนะนำให้ส่งยอดคำสั่งซื้อจริงของแต่ละรายการเข้าไปเป็นมูลค่า Conversion ส่วนธุรกิจบริการที่วัดเป็นลีด ให้ประเมินมูลค่าต่อลีดจากสัดส่วนลีดที่ปิดการขายได้คูณกับยอดขายเฉลี่ยต่อราย แล้วทบทวนตัวเลขนี้เป็นระยะ
Target ROAS คืออะไร ควรใช้เมื่อไหร่?
Target ROAS คือกลยุทธ์การเสนอราคาอัตโนมัติที่คุณตั้งเป้า ROAS ไว้ แล้วให้ระบบของ Google ปรับราคาเสนอในแต่ละการประมูลเพื่อให้ได้มูลค่า Conversion ตามเป้า Google อธิบายว่ากลยุทธ์นี้ใช้ AI คาดการณ์มูลค่าของ Conversion ที่อาจเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีคนค้นหา
เงื่อนไขสำคัญตามหน้า About Target ROAS bidding ของ Google มีดังนี้
- ต้องตั้งมูลค่าให้ Conversion ที่วัดอยู่ก่อน จึงจะใช้ Target ROAS ได้
- แคมเปญ Search และ Shopping ควรมี Conversion อย่างน้อย 15 ครั้งใน 30 วันที่ผ่านมา
- แคมเปญ Display ต้องมี Conversion อย่างน้อย 15 ครั้งที่มีมูลค่าถูกต้องใน 30 วันที่ผ่านมา
- ใช้ได้กับแคมเปญ Search, Shopping, Display, App, Demand Gen, Video Action, Hotel และ Travel
- Google เตือนว่าการตั้งเป้าสูงเกินไปอาจจำกัดปริมาณ traffic ที่โฆษณาได้รับ
ในทางปฏิบัติ ถ้าบัญชียังมี Conversion ไม่ถึงเกณฑ์ หรือมูลค่า Conversion ยังไม่น่าเชื่อถือ ควรเก็บข้อมูลด้วยกลยุทธ์ที่ไม่ต้องใช้มูลค่าก่อน เมื่อข้อมูลพร้อมแล้วค่อยเปลี่ยนมาใช้ Target ROAS โดยตั้งเป้าเริ่มต้นใกล้กับ ROAS ที่แคมเปญทำได้จริงในช่วงที่ผ่านมา แล้วปรับขึ้นทีละขั้น ภาพรวมของกลยุทธ์การเสนอราคาอื่น ๆ อยู่ในบทความ Google Ads คืออะไร
วิธีปรับปรุง ROAS ให้ดีขึ้นทำอย่างไร?
การเพิ่ม ROAS ทำได้สองทาง คือเพิ่มยอดขายที่ได้จากงบเท่าเดิม หรือลดค่าโฆษณาที่หมดไปกับคลิกที่ไม่มีโอกาสซื้อ ลำดับที่เราแนะนำให้ไล่ทำคือ
- ตรวจการวัดมูลค่า Conversion ให้ถูกก่อน ให้ยอดในบัญชีโฆษณาใกล้เคียงยอดขายจริงในระบบหลังร้าน และไม่นับซ้ำ
- คำนวณ ROAS จุดคุ้มทุนจากอัตรากำไรขั้นต้น แล้วใช้เป็นเส้นแบ่งว่าแคมเปญไหนควรเพิ่มงบ แคมเปญไหนควรแก้
- เปิดรายงานคำค้นหาจริง แล้วเพิ่ม Negative Keyword ตัดคำที่มีคลิกแต่ไม่มียอดขาย
- ย้ายงบจากแคมเปญหรือคีย์เวิร์ดที่ ROAS ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน ไปยังส่วนที่ทำได้ดีกว่า
- ปรับหน้าปลายทางให้ตรงกับสิ่งที่โฆษณาสัญญา ราคาและปุ่มสั่งซื้อต้องหาเจอทันที
- เน้นโฆษณาสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูง เพราะจุดคุ้มทุนของสินค้ากลุ่มนี้ต่ำกว่า
- เมื่อมีข้อมูลครบตามเกณฑ์แล้ว ลองใช้ Target ROAS และให้เวลาระบบเรียนรู้ก่อนตัดสินผล
ข้อ 1 สำคัญที่สุดและมักถูกข้าม ถ้ามูลค่า Conversion ผิดตั้งแต่ต้น การปรับทุกข้อที่เหลือจะอิงตัวเลขที่ผิดไปด้วย
อ่านค่า ROAS ผิดบ่อยตรงไหนบ้าง?
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือมอง ROAS เป็นกำไร ทั้งที่ ROAS ยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่นเลย
- เห็น ROAS 200% แล้วคิดว่าได้กำไรเท่าตัว ทั้งที่ถ้ากำไรขั้นต้นต่ำกว่า 50% แคมเปญนั้นขาดทุน
- นับ Conversion ซ้ำ เช่น ติด tag ทั้งจาก Google Tag และ GA4 แล้วนับการซื้อเดียวกันสองครั้ง ทำให้ ROAS สูงเกินจริง
- ใช้มูลค่าเท่ากันทุก Conversion ในร้านที่ขายสินค้าหลายระดับราคา ทำให้แคมเปญที่ขายของถูกดูดีเกินจริง
- ตัดสินแคมเปญจากช่วงเวลาสั้นเกินไป ข้อมูลไม่กี่วันยังแกว่งมาก
- ไล่ ROAS สูงจนแคมเปญแทบไม่ได้ traffic ยอดขายรวมลดลงแม้ ROAS จะดูดี
ให้ SEONo1 ช่วยดูแล ROAS ได้ไหม?
ได้ ทีม SEONo1 ในฐานะ Google Partner ช่วยติดตั้ง Conversion Tracking ให้วัดมูลค่าได้ถูก วางโครงสร้างแคมเปญ คัดคีย์เวิร์ดและ Negative Keyword และปรับแต่งทุกเดือนจากข้อมูลจริง ค่าดูแล 3,500 บาทต่อเดือน ไม่รวมงบโฆษณาและ VAT 7% หากงบโฆษณาเกิน 30,000 บาทต่อเดือน คิดที่ 15% ของงบโฆษณา บัญชีโฆษณาเป็นของคุณเสมอ
ดูรายละเอียดได้ที่ รับทำ Google Ads เทียบบริการอื่นที่ หน้าแพ็กเกจ หรือ ติดต่อทีมเพื่อประเมินบัญชีโฆษณาของคุณ ถ้ากำลังตัดสินใจระหว่างโฆษณากับการทำอันดับแบบ organic อ่านต่อได้ที่ SEO กับ Google Ads ต่างกันอย่างไร
สรุป
ROAS คือยอดขายจากโฆษณาหารด้วยค่าโฆษณา ใช้วัดว่าโฆษณาสร้างยอดขายได้กี่เท่าของเงินที่จ่าย แต่ยังไม่ใช่กำไร ต้องดูคู่กับ ROI และเทียบกับ ROAS จุดคุ้มทุนที่คำนวณจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจคุณเอง ก่อนจะใช้ Target ROAS ใน Google Ads ต้องตั้งมูลค่า Conversion ให้ถูกและมีข้อมูลพอ แล้วค่อยปรับเป้าทีละขั้น ผลลัพธ์จริงขึ้นกับต้นทุนสินค้า การแข่งขันในคำค้น และคุณภาพหน้าปลายทางของแต่ละธุรกิจ