Google Ads

CTR คืออะไร? สูตรคำนวณ ตัวอย่าง และวิธีเพิ่ม CTR โฆษณา

CTR คืออัตราคลิกต่อการแสดงผล คำนวณจากคลิกหารการแสดงผล อธิบายสูตรพร้อมตัวอย่าง ปัจจัยที่มีผลต่อ CTR ใน Google Ads และวิธีเพิ่ม CTR

อินโฟกราฟิก CTR คืออะไร สูตร CTR เท่ากับคลิกหารการแสดงผล ตัวอย่าง 5 คลิกจาก 100 ครั้งได้ CTR 5% และวิธีเพิ่ม CTR ใน Google Ads

CTR คืออัตราการคลิกต่อการแสดงผล (Clickthrough Rate) คำนวณจากจำนวนคลิกที่โฆษณาได้รับหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง ถ้าโฆษณาแสดง 100 ครั้งแล้วมีคนคลิก 5 ครั้ง CTR เท่ากับ 5% บทความนี้อธิบายสูตรคำนวณพร้อมตารางตัวอย่าง ความต่างระหว่าง CTR กับ Expected CTR ปัจจัยที่มีผลต่อ CTR ในโฆษณา Search และวิธีเพิ่ม CTR ในบัญชี Google Ads แบบทำตามได้ทีละข้อ

อัปเดตข้อมูล: 30 กันยายน 2569 (ค.ศ. 2026) — นิยาม สูตร และกลไกของ Google Ads ในบทความนี้อ้างอิงจากหน้าศูนย์ช่วยเหลือ Google Ads และ Search Console ที่เปิดตรวจในวันดังกล่าว

CTR คืออะไรในโฆษณา Google Ads?

CTR คืออัตราส่วนที่บอกว่า “คนที่เห็นโฆษณาของคุณ คลิกเข้ามากี่เปอร์เซ็นต์” ใช้วัดว่าโฆษณาตรงกับสิ่งที่คนค้นหาและน่าคลิกแค่ไหน

ในหน้า Clickthrough rate (CTR): Definition Google นิยามไว้ว่า CTR คืออัตราส่วนที่แสดงว่าคนที่เห็นโฆษณาหรือรายการสินค้าแบบฟรีของคุณคลิกบ่อยแค่ไหน และระบุว่า CTR ที่สูงเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้มองว่าโฆษณาของคุณมีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ค้นหา

ตัวเลขที่ใช้คำนวณมีสองตัว คือ

  • การแสดงผล (Impressions) ตามหน้า Impressions: Definition Google นับ 1 ครั้งทุกครั้งที่โฆษณาแสดงบนหน้าผลการค้นหาหรือเว็บไซต์ในเครือข่าย Google ในบัญชีจะเห็นเป็นคอลัมน์ Impr.
  • คลิก (Clicks) จำนวนครั้งที่มีคนคลิกโฆษณา

ถ้าคุณยังไม่คุ้นกับระบบประมูลและการคิดเงินแบบจ่ายต่อคลิก แนะนำให้อ่าน Google Ads คืออะไร ก่อน เพราะบทความนี้ต่อยอดจากพื้นฐานในบทความนั้น

สูตรคำนวณ CTR คิดยังไง?

สูตรคือ CTR = จำนวนคลิก ÷ จำนวนการแสดงผล × 100% ผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งสูงแปลว่าคนที่เห็นโฆษณาคลิกเข้ามาในสัดส่วนที่มากขึ้น

สูตรตามเอกสารของ Google

Google เขียนสูตรไว้ในหน้านิยาม CTR ว่า clicks ÷ impressions = CTR และยกตัวอย่างว่าถ้ามี 5 คลิกจาก 100 การแสดงผล CTR จะเท่ากับ 5% ตรวจเลขได้ง่าย ๆ คือ 5 ÷ 100 = 0.05 คูณ 100% ได้ 5%

ตารางตัวอย่างคำนวณ CTR

ตัวอย่างสมมติ ร้านขายเครื่องกรองน้ำแห่งหนึ่งมี 4 คีย์เวิร์ดในแคมเปญ Search ช่วง 30 วัน

คีย์เวิร์ด (สมมติ)การแสดงผลคลิกวิธีคิดCTR
เครื่องกรองน้ำ ราคา2,0006060 ÷ 2,000 × 100%3%
เครื่องกรองน้ำ5,0005050 ÷ 5,000 × 100%1%
ไส้กรองน้ำ ยี่ห้อ X8006464 ÷ 800 × 100%8%
เครื่องกรองน้ำ ro10,000150150 ÷ 10,000 × 100%1.5%
รวมทั้งแคมเปญ17,800324324 ÷ 17,800 × 100%ประมาณ 1.82%

ตารางนี้บอกว่า CTR รวมของแคมเปญไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของ CTR แต่ละคีย์เวิร์ด ถ้านำ 3%, 1%, 8% และ 1.5% มาเฉลี่ยกันจะได้ 3.375% ซึ่งสูงกว่า CTR จริงของแคมเปญ (ประมาณ 1.82%) มาก เพราะคีย์เวิร์ดที่ CTR สูงสุดมีการแสดงผลน้อยที่สุด ต้องคิดจากคลิกรวมหารการแสดงผลรวมเสมอ

CTR เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี?

คำตอบตามเอกสารของ Google คือ CTR ที่ดีขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณโฆษณาและเครือข่ายที่โฆษณาแสดง ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ตัดสินได้ทุกธุรกิจ

ตัวเลข “CTR มาตรฐานของอุตสาหกรรม” ที่เห็นตามอินเทอร์เน็ตมักไม่ระบุว่าวัดจากธุรกิจแบบไหน ใช้คีย์เวิร์ดกว้างหรือแคบ และเป็นแคมเปญ Search หรือ Display เราจึงไม่แนะนำให้ใช้ตัวเลขเหล่านั้นตัดสินแคมเปญของคุณ วิธีที่ใช้ได้จริงมีสามทาง

  1. เทียบ CTR ของคีย์เวิร์ดเดียวกันกับช่วงเวลาก่อนหน้า ถ้าลดลงต่อเนื่องแปลว่ามีอะไรเปลี่ยน เช่น คู่แข่งเพิ่มขึ้นหรือข้อความโฆษณาเริ่มล้าสมัย
  2. เทียบคีย์เวิร์ดที่มีเจตนาใกล้กันภายในบัญชีเดียวกัน คีย์เวิร์ดที่ CTR ต่ำกว่าเพื่อนมาก ๆ มักมีปัญหาเรื่องความเกี่ยวข้อง
  3. ดูสถานะ Expected CTR ในคอลัมน์ Quality Score ซึ่ง Google เทียบกับผู้ลงโฆษณารายอื่นให้แล้ว

ทำไมแยก CTR ตามเครือข่ายโฆษณา

โฆษณา Search แสดงเมื่อมีคนพิมพ์คำค้นที่ตรงกับคีย์เวิร์ด คนที่เห็นจึงมีความต้องการอยู่แล้ว ส่วนโฆษณา Display แสดงบนเว็บไซต์ที่คนกำลังอ่านเรื่องอื่นอยู่ ธรรมชาติของสองเครือข่ายนี้ต่างกันมาก การนำ CTR ของทั้งสองมารวมกันหรือเทียบกันตรง ๆ จึงทำให้อ่านผลผิด ควรแยกแคมเปญตามเครือข่ายและดู CTR ของแต่ละแคมเปญแยกกัน

CTR กับ Expected CTR และ Quality Score ต่างกันอย่างไร?

CTR คืออัตราคลิกที่เกิดขึ้นจริงในบัญชีของคุณ ส่วน Expected CTR คือสถานะที่ Google คาดการณ์ว่าโฆษณาจะถูกคลิกแค่ไหนเมื่อแสดงกับคีย์เวิร์ดนั้น และเป็นหนึ่งในสามองค์ประกอบของ Quality Score

ตามหน้า Expected clickthrough rate: Definition Expected CTR วัดโอกาสที่โฆษณาจะถูกคลิก โดยไม่นับผลของตำแหน่งโฆษณา asset และรูปแบบโฆษณาอื่น และพิจารณาผลของคีย์เวิร์ดทั้งในบัญชีของคุณและในบัญชีของผู้ลงโฆษณารายอื่น ผลออกมาเป็นสถานะ Above average, Average หรือ Below average

ส่วนหน้า About Quality Score for Search campaigns ระบุว่า Quality Score เป็นคะแนน 1–10 ระดับคีย์เวิร์ด คำนวณจาก 3 องค์ประกอบ และ Google ย้ำว่า Quality Score ไม่ใช่ตัวแปรที่ใช้ในการประมูลโฆษณา แต่เป็นเครื่องมือวินิจฉัย

ตัวชี้วัดคืออะไรดูได้ที่ไหนใช้ทำอะไร
CTRคลิก ÷ การแสดงผล ที่เกิดขึ้นจริงคอลัมน์ CTR ในรายงานแคมเปญ กลุ่มโฆษณา คีย์เวิร์ดติดตามผลจริงรายวันรายเดือน
Expected CTRสถานะคาดการณ์โอกาสถูกคลิก ตัดผลของตำแหน่งออกคอลัมน์ Exp. CTR ในส่วน Quality Scoreหาคีย์เวิร์ดที่ข้อความโฆษณาไม่ตรงเจตนาคนค้น
Ad relevanceความตรงกันของโฆษณากับเจตนาของคำค้นคอลัมน์ Ad relevanceตรวจว่ากลุ่มโฆษณาจัดคีย์เวิร์ดแคบพอไหม
Landing page experienceความเกี่ยวข้องและประโยชน์ของหน้าปลายทางคอลัมน์ Landing page exp.ตรวจหน้าปลายทางหลังคลิก
Quality Scoreคะแนน 1–10 จาก 3 องค์ประกอบข้างบนคอลัมน์ Quality Score ระดับคีย์เวิร์ดภาพรวมเพื่อวินิจฉัย ไม่ใช่ตัวแปรในการประมูล

Google ยังระบุว่าคีย์เวิร์ดหนึ่งอาจมี Quality Score สูงแต่ Expected CTR ต่ำ หรือกลับกันได้ เพราะ Quality Score ดูหลายปัจจัยประกอบกัน การแก้ Expected CTR ที่ต่ำจึงต้องดูที่ข้อความโฆษณาเป็นหลัก

CTR มีผลต่อตำแหน่งและค่าโฆษณาไหม?

มีผลทางอ้อม หน้านิยาม CTR ของ Google ระบุว่า CTR มีส่วนต่อ Expected CTR ของคีย์เวิร์ด ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ Ad Rank ที่ใช้ตัดสินว่าโฆษณาจะแสดงหรือไม่และแสดงตำแหน่งไหน

ตามหน้า Ad Rank: Definition ปัจจัยที่ Google ใช้คำนวณ Ad Rank ได้แก่

  • ราคาเสนอ (bid)
  • คุณภาพของโฆษณาและหน้าปลายทาง
  • เกณฑ์ขั้นต่ำของ Ad Rank
  • ความเข้มข้นของการแข่งขันในการประมูล
  • บริบทการค้นหา เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง อุปกรณ์ เวลา และคำค้น
  • ผลที่คาดว่าจะได้จาก asset และรูปแบบโฆษณาอื่น

Google อธิบายไว้ในหน้าเดียวกันว่า ผู้ลงโฆษณาที่เสนอราคาต่ำกว่ายังมีโอกาสได้ตำแหน่งที่ดีกว่า ถ้าใช้คีย์เวิร์ดและโฆษณาที่เกี่ยวข้องสูง ในทางปฏิบัติจึงหมายความว่าโฆษณาที่ตรงใจคนค้นจนมีคนคลิกมาก ไม่จำเป็นต้องชนะด้วยการขึ้นราคาเสนออย่างเดียว

ปัจจัยหลักคือความเกี่ยวข้องระหว่างคีย์เวิร์ด ข้อความโฆษณา และสิ่งที่ธุรกิจขายจริง Google เขียนไว้ในหน้านิยาม CTR ว่ายิ่งคีย์เวิร์ด โฆษณา และรายการสินค้าเกี่ยวข้องกันและเกี่ยวข้องกับธุรกิจมากเท่าไร ผู้ใช้ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะคลิก

ปัจจัยทำให้ CTR ต่ำเมื่อทำให้ CTR ดีขึ้นเมื่อ
คีย์เวิร์ดและ match typeคีย์เวิร์ดกว้างเกิน โฆษณาไปแสดงกับคำค้นที่ไม่ได้ต้องการสินค้านี้คีย์เวิร์ดตรงกับเจตนาซื้อ และคัดคำค้นที่ไม่เกี่ยวออก
การจัดกลุ่มโฆษณารวมหลายสินค้าไว้ในกลุ่มเดียว ข้อความโฆษณาจึงพูดกว้าง ๆ1 กลุ่มโฆษณาพูดเรื่องเดียว ข้อความตรงกับทุกคีย์เวิร์ดในกลุ่ม
ข้อความโฆษณาไม่มีคำที่คนค้น ไม่บอกจุดต่าง ไม่มีคำชวนให้ทำอะไรต่อมีคำค้นในหัวข้อ บอกราคา จุดเด่น หรือข้อเสนอที่ชัด
Assetมีแค่หัวข้อและคำอธิบายมี sitelink, callout, call หรือ structured snippet ที่ให้ข้อมูลเพิ่ม
ตำแหน่งและบริบทแสดงช่วงเวลาหรือพื้นที่ที่ลูกค้าไม่ได้ใช้บริการตั้งพื้นที่และช่วงเวลาให้ตรงกับที่ขายจริง

ข้อความโฆษณาแบบ Responsive Search Ads

โฆษณา Search รูปแบบหลักตอนนี้คือ Responsive Search Ads ตามหน้า About responsive search ads คุณใส่หัวข้อได้สูงสุด 15 รายการ (ขั้นต่ำ 3) ยาวไม่เกิน 30 ตัวอักษร และคำอธิบายได้สูงสุด 4 รายการ (ขั้นต่ำ 2) ยาวไม่เกิน 90 ตัวอักษร ระบบจะเลือกผสมข้อความให้เหมาะกับแต่ละคำค้น การเขียนหัวข้อหลายแบบที่พูดคนละประเด็นจึงช่วยให้ระบบมีตัวเลือกไปทดลอง แทนที่จะเขียน 15 หัวข้อที่ความหมายซ้ำกัน

Asset ช่วยให้โฆษณาเด่นขึ้น

หน้า About assets ของ Google ระบุว่า asset เป็นข้อมูลธุรกิจที่ทำให้คนมีเหตุผลเลือกคุณมากขึ้น และมักเพิ่มจำนวนคลิกรวม ไม่มีค่าใช้จ่ายในการใส่ แต่ถ้ามีคนคลิก asset ก็คิดเงินตามปกติ ประเภทที่ใช้บ่อยกับโฆษณา Search ได้แก่ sitelink, callout, structured snippet, call, location และ price

วิธีเพิ่ม CTR ให้โฆษณาทำอย่างไร?

การเพิ่ม CTR ทำได้สองทาง คือทำให้โฆษณาแสดงกับคนที่ใช่มากขึ้น และทำให้โฆษณาน่าคลิกมากขึ้นสำหรับคนกลุ่มนั้น ลำดับที่เราแนะนำให้ไล่ทำคือ

  1. เปิดรายงานคำค้นหาจริง (Search terms) ดูว่าโฆษณาไปแสดงกับคำค้นอะไรบ้าง แล้วเพิ่ม Negative Keyword ตัดคำที่ไม่เกี่ยว ตามหน้า About negative keywords Google อธิบายว่า negative keyword ช่วยตัดคำค้นที่ไม่เกี่ยวออกและให้แคมเปญโฟกัสเฉพาะคำที่สำคัญกับลูกค้า
  2. แยกกลุ่มโฆษณาให้แคบ หนึ่งกลุ่มพูดเรื่องเดียว เพื่อให้ข้อความโฆษณาตรงกับทุกคีย์เวิร์ดในกลุ่ม
  3. ใส่คำที่คนค้นไว้ในหัวข้อโฆษณาอย่างน้อย 1–2 หัวข้อ คนเห็นคำที่ตัวเองพิมพ์จะรู้ทันทีว่าโฆษณานี้ตอบสิ่งที่หาอยู่
  4. บอกจุดต่างให้ชัด เช่น ราคาเริ่มต้น เงื่อนไขส่ง การรับประกัน หรือเวลาทำการ ข้อเสนอที่จับต้องได้ดีกว่าคำโฆษณากว้าง ๆ
  5. ใส่ asset ให้ครบประเภทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อย่างน้อย sitelink และ callout
  6. ตั้งพื้นที่และช่วงเวลาแสดงโฆษณาให้ตรงกับที่ให้บริการได้จริง
  7. ดูสถานะ Expected CTR ของคีย์เวิร์ดที่ใช้งบมาก ถ้าเป็น Below average ให้แก้ข้อความโฆษณาของกลุ่มนั้นก่อน
  8. ให้เวลาข้อมูลสะสมก่อนตัดสิน ปรับทีละเรื่องแล้วเทียบผลเป็นช่วง ๆ ไม่แก้หลายอย่างพร้อมกันจนไม่รู้ว่าอะไรได้ผล

ข้อ 1 มักได้ผลเร็วที่สุด เพราะการตัดการแสดงผลที่ไม่มีวันถูกคลิกออก ทำให้ตัวหารของสูตร CTR เล็กลงโดยไม่ต้องแก้โฆษณาเลย

CTR สูงแต่ไม่มียอดขาย ผิดตรงไหน?

CTR สูงแต่ Conversion ต่ำเป็นสัญญาณว่า โฆษณาดึงคลิกได้ แต่สิ่งที่คนเจอหลังคลิกไม่ตรงกับที่คาดไว้ CTR ไม่ได้วัดยอดขาย จึงต้องดูคู่กับอัตรา Conversion และผลตอบแทนเสมอ

ตัวอย่างสมมติ งบเท่ากันสองแคมเปญ แคมเปญละ 10,000 บาท

แคมเปญการแสดงผลคลิกCTRConversionอัตรา Conversionค่าโฆษณาต่อ Conversion
A ข้อความเน้น “ถูกที่สุด”20,0001,0005%101%1,000 บาท
B ข้อความบอกราคาจริงและเงื่อนไข20,0005002.5%204%500 บาท

วิธีคิดของแคมเปญ A คือ CTR = 1,000 ÷ 20,000 × 100% = 5% อัตรา Conversion = 10 ÷ 1,000 × 100% = 1% และค่าโฆษณาต่อ Conversion = 10,000 ÷ 10 = 1,000 บาท ส่วนแคมเปญ B คือ 500 ÷ 20,000 × 100% = 2.5%, 20 ÷ 500 × 100% = 4% และ 10,000 ÷ 20 = 500 บาท

แคมเปญ A ได้ CTR สูงกว่าเท่าตัว แต่ได้ลูกค้าครึ่งเดียวของแคมเปญ B เพราะข้อความโฆษณาดึงคนที่ไม่ได้พร้อมซื้อในราคาจริง ถ้าดูแค่ CTR จะตัดสินผิดข้าง สาเหตุที่พบบ่อยในกรณีแบบนี้มีดังนี้

  • ข้อความโฆษณาสัญญาเกินกว่าที่หน้าปลายทางให้ได้จริง
  • ลิงก์ไปหน้าแรกของเว็บแทนหน้าสินค้าที่โฆษณาพูดถึง
  • คีย์เวิร์ดดึงคนที่ต้องการข้อมูล ไม่ใช่คนที่ต้องการซื้อ
  • ยังไม่ได้ติดตั้ง Conversion Tracking ให้ถูก จึงเห็นเหมือนไม่มียอดขายทั้งที่มี

ถ้าต้องการวัดว่าเงินค่าโฆษณาสร้างยอดขายกลับมากี่เท่า อ่านต่อได้ที่ ROAS คืออะไร

CTR ใน Search Console ต่างจาก Google Ads ยังไง?

สูตรเหมือนกันคือคลิกหารด้วยการแสดงผล แต่ Search Console วัดผลการค้นหาแบบธรรมชาติที่ไม่ได้จ่ายเงิน ส่วน Google Ads วัดเฉพาะโฆษณา ตัวเลขสองชุดจึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

หน้า Performance report (Search results) ของ Search Console นิยาม CTR ว่าจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนการแสดงผล โดยการแสดงผลคือจำนวนครั้งที่เว็บไซต์ปรากฏในผลการค้นหา สิ่งที่ส่งผลต่อ CTR ฝั่งนี้คืออันดับของหน้าเว็บ และ title กับ description ที่แสดงบนหน้าผลการค้นหา ถ้าอยากตรวจว่า title และ description ของหน้าเว็บยาวพอดีไม่ถูกตัดไหม ใช้ เครื่องมือตรวจ SEO ฟรี ได้ และถ้าอยากรู้ว่าอันดับแบบธรรมชาติกับโฆษณาเหมาะกับธุรกิจคุณต่างกันอย่างไร อ่านได้ที่ SEO กับ Google Ads ต่างกันอย่างไร

ให้ SEONo1 ช่วยดูแล CTR และแคมเปญได้ไหม?

ได้ ทีม SEONo1 ในฐานะ Google Partner ช่วยจัดโครงสร้างแคมเปญ คัดคีย์เวิร์ดและ Negative Keyword เขียนข้อความโฆษณา ติดตั้ง Conversion Tracking และปรับแต่งทุกเดือนจากข้อมูลจริง ไม่ได้ดูแค่ CTR แต่ดูถึงลูกค้าที่ได้จริง ค่าดูแล 3,500 บาทต่อเดือน ไม่รวมงบโฆษณาและ VAT 7% หากงบโฆษณาเกิน 30,000 บาทต่อเดือน คิดที่ 15% ของงบโฆษณา บัญชีโฆษณาเป็นของคุณเสมอ

ดูรายละเอียดได้ที่ รับทำ Google Ads เทียบบริการอื่นที่ หน้าแพ็กเกจ หรือ ติดต่อทีมเพื่อประเมินบัญชีโฆษณาของคุณ

สรุป

CTR คืออัตราการคลิกต่อการแสดงผล คำนวณจากคลิกหารด้วยการแสดงผล ใช้บอกว่าโฆษณาตรงใจคนค้นแค่ไหน และมีผลต่อ Expected CTR ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Quality Score แต่ Google ระบุว่า CTR ที่ดีขึ้นกับสิ่งที่โฆษณาและเครือข่าย จึงควรเทียบกับผลของบัญชีตัวเองมากกว่าตัวเลขกลาง เพิ่ม CTR ได้จากการตัดคำค้นที่ไม่เกี่ยว จัดกลุ่มโฆษณาให้แคบ เขียนข้อความให้ตรงคำค้น และใส่ asset และต้องดูคู่กับ Conversion เสมอ เพราะคลิกที่ไม่กลายเป็นลูกค้าก็เป็นแค่ค่าใช้จ่าย

FAQ

คำถามที่พบบ่อย

CTR คืออะไร คำนวณอย่างไร?

CTR ย่อมาจาก Clickthrough Rate คืออัตราส่วนที่บอกว่าคนที่เห็นโฆษณาคลิกเข้ามากี่เปอร์เซ็นต์ คำนวณจากจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนการแสดงผล ตัวอย่างของ Google คือ 5 คลิกจาก 100 การแสดงผล ได้ CTR 5%

CTR เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี?

Google ระบุว่า CTR ที่ดีขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณโฆษณาและเครือข่ายที่โฆษณาแสดง จึงไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ วิธีที่ใช้ได้จริงคือเทียบ CTR ของคีย์เวิร์ดและแคมเปญในบัญชีตัวเองกับช่วงเวลาก่อนหน้า และดูสถานะ Expected CTR ประกอบ

CTR กับ Expected CTR ต่างกันอย่างไร?

CTR คืออัตราคลิกที่เกิดขึ้นจริงในบัญชีของคุณ ส่วน Expected CTR คือสถานะที่ Google คาดการณ์ว่าโฆษณาจะถูกคลิกมากแค่ไหนเมื่อแสดงกับคีย์เวิร์ดนั้น โดยตัดผลของตำแหน่งโฆษณาและ asset ออก และเทียบกับผู้ลงโฆษณารายอื่น

CTR สูงแปลว่าโฆษณาได้ผลเสมอไหม?

ไม่เสมอไป CTR บอกแค่ว่าโฆษณาดึงดูดให้คนคลิก แต่ไม่ได้บอกว่าคนที่คลิกซื้อหรือติดต่อหรือเปล่า ถ้าข้อความโฆษณาเกินจริงหรือไม่ตรงกับหน้าปลายทาง CTR อาจสูงแต่ได้ Conversion น้อย จึงต้องดูคู่กับอัตรา Conversion และ ROAS

CTR ใน Search Console กับ CTR ใน Google Ads เหมือนกันไหม?

สูตรเหมือนกันคือคลิกหารด้วยการแสดงผล แต่ Search Console วัดผลการค้นหาแบบธรรมชาติที่ไม่ได้จ่ายเงิน ส่วน Google Ads วัดเฉพาะโฆษณา ตัวเลขสองชุดนี้จึงนำมาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Google Ads

ROAS คืออะไร? สูตรคำนวณ ต่างจาก ROI ยังไง เท่าไหร่ถึงดี

ROAS คือยอดขายจากโฆษณาหารด้วยค่าโฆษณา อธิบายสูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง ROAS ต่างจาก ROI อย่างไร หาจุดคุ้มทุน และวิธีปรับให้ดีขึ้น

เริ่มต้นจากปัญหาที่ถูกต้อง

ส่งเว็บไซต์มาให้เราประเมินก่อน ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด

บอกเราว่าธุรกิจของคุณอยากได้ลูกค้าจากคำค้นไหน เราจะบอกตรง ๆ ว่าเว็บคุณต้องแก้อะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ และคุ้มที่จะลงทุนหรือไม่