Google Ads

PPC คืออะไร? เทียบ CPM CPA เลือกจ่ายแบบไหนดี

PPC คือการจ่ายค่าโฆษณาเมื่อมีคนคลิก อธิบายกลไกใน Google Ads ตารางเทียบ PPC กับ CPM และ CPA ตัวอย่าง และวิธีเลือกให้ตรงเป้า

อินโฟกราฟิก PPC คืออะไร เทียบโมเดลจ่ายเงินโฆษณา PPC จ่ายต่อคลิก CPM จ่ายต่อการแสดงผล และ CPA ยึดต้นทุนต่อ Conversion ใน Google Ads

PPC คือโมเดลคิดราคาโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก (Pay-Per-Click) ผู้ลงโฆษณาจ่ายเงินเฉพาะเมื่อมีคนคลิกโฆษณา ถ้าโฆษณาแสดงแต่ไม่มีใครคลิกก็ไม่เสียเงิน ใน Google Ads โมเดลนี้คือการเสนอราคาแบบ CPC บทความนี้อธิบายว่า PPC ทำงานอย่างไร ต่างจาก CPM และ CPA ตรงไหนพร้อมตารางเปรียบเทียบ ตัวอย่างคำนวณงบเท่ากันแต่จ่ายคนละแบบ และวิธีเลือกโมเดลให้ตรงกับเป้าหมายของธุรกิจ

อัปเดตข้อมูล: 7 ตุลาคม 2569 (ค.ศ. 2026) — นิยามและเงื่อนไขทุกข้อในบทความนี้อ้างอิงจากหน้าศูนย์ช่วยเหลือ Google Ads ที่เปิดตรวจในวันดังกล่าว

PPC คืออะไร ย่อมาจากอะไร?

PPC ย่อมาจาก Pay-Per-Click แปลว่า “จ่ายต่อคลิก” เป็นชื่อของโมเดลการคิดราคาโฆษณา ไม่ใช่ชื่อแพลตฟอร์มหรือชื่อช่องทาง แพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์หลายแห่งจึงมีตัวเลือกจ่ายต่อคลิกได้เหมือนกัน

ในหน้า Cost-per-click (CPC) bidding Google อธิบายว่าการเสนอราคาแบบ CPC หมายถึงการจ่ายเงินทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณา และระบุตรง ๆ ว่าการคิดราคาแบบ CPC บางครั้งเรียกว่า pay-per-click (PPC) ดังนั้นเวลาคนไทยพูดว่า “ยิงโฆษณา PPC” บน Google ก็คือการทำโฆษณาที่คิดเงินแบบ CPC นั่นเอง

จุดที่ควรแยกให้ออกคือ PPC เป็นชื่อโมเดล ส่วน CPC เป็นได้ทั้งชื่อโมเดลและชื่อตัวเลขค่าคลิก เช่น Max CPC กับ Avg. CPC รายละเอียดสูตรและความต่างของค่าคลิกแต่ละแบบเราเขียนไว้ครบแล้วใน CPC คืออะไร บทความนี้จะไม่อธิบายซ้ำ แต่จะเน้นภาพใหญ่ว่า PPC อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับโมเดลจ่ายเงินแบบอื่น

PPC ทำงานอย่างไรใน Google Ads?

คุณตั้งราคาเสนอสูงสุดต่อคลิก (Max CPC) และงบต่อวัน ระบบประมูลตัดสินว่าโฆษณาจะได้แสดงไหม และ คุณจ่ายเงินเมื่อมีคนคลิกเท่านั้น โดยค่าคลิกจริงมักต่ำกว่าเพดานที่ตั้งไว้

Google เขียนไว้ในหน้าเดียวกันว่า Max CPC คือจำนวนที่มากที่สุดที่คุณมักจะถูกเรียกเก็บต่อคลิก แต่หลายครั้งจะถูกเก็บน้อยกว่านั้น และเงินที่ถูกเก็บจริงเรียกว่า Actual CPC

ลำดับการทำงานของโฆษณา PPC

  1. เลือกคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าน่าจะค้น ตั้ง Max CPC และงบต่อวัน หรือให้ระบบเสนอราคาอัตโนมัติ
  2. เมื่อมีคนค้นคำที่เกี่ยวข้อง โฆษณาของคุณเข้าประมูลพร้อมผู้ลงโฆษณารายอื่น
  3. ระบบคำนวณ Ad Rank จากราคาเสนอ คุณภาพโฆษณาและหน้าปลายทาง และปัจจัยอื่น เพื่อตัดสินว่าใครได้แสดงที่ตำแหน่งไหน
  4. โฆษณาแสดงบนหน้าผลการค้นหา การแสดงผลเฉย ๆ ยังไม่คิดเงิน
  5. เมื่อมีคนคลิก ระบบเก็บเงินตามค่าคลิกจริงของการประมูลครั้งนั้น แล้วพาผู้ค้นไปยังหน้าปลายทาง

การเสนอราคาแบบ manual และอัตโนมัติ

Google ระบุว่าการเสนอราคาแบบ CPC เลือกได้สองแบบ คือแบบ manual ที่คุณกำหนดราคาเสนอเอง และแบบอัตโนมัติที่ Google ปรับราคาเสนอเพื่อให้ได้คลิกมากที่สุดภายในงบ ไม่ว่าเลือกแบบไหน หลักการคิดเงินยังเป็นจ่ายต่อคลิกเหมือนเดิม

ถ้ายังไม่คุ้นกับระบบประมูลและโครงสร้างบัญชี แนะนำให้อ่าน Google Ads คืออะไร ซึ่งเป็นบทความหลักของหมวดนี้ก่อน

PPC กับ CPM และ CPA ต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่ “จุดที่ต้องจ่ายเงิน” PPC จ่ายเมื่อมีคนคลิก CPM จ่ายตามการแสดงผลทุก 1,000 ครั้ง และ CPA ยึดต้นทุนต่อ Conversion แต่ละแบบจึงเหมาะกับเป้าหมายคนละแบบ

ประเด็นPPC / CPCCPM / vCPMCPA
ชื่อเต็มPay-Per-Click / Cost-Per-ClickCost-Per-Mille (ต่อพันครั้ง) / Viewable CPMCost-Per-Action (หรือ Acquisition)
จ่ายเมื่อไรมีคนคลิกโฆษณาทุก 1,000 การแสดงผล (vCPM นับเฉพาะที่มองเห็นได้)เกิด Conversion เช่น ซื้อ โทร กรอกฟอร์ม
ใช้ใน Google Ads ที่ไหนSearch, Display และแคมเปญอื่นที่รองรับGoogle Display NetworkTarget CPA ใช้ได้หลายแคมเปญ ส่วนการจ่ายต่อ Conversion มีเฉพาะ Display
เหมาะกับเป้าหมายพาคนเข้าเว็บ หาลูกค้าที่กำลังค้นให้คนเห็นแบรนด์ในวงกว้างได้ลูกค้าในต้นทุนที่คุมได้
ความเสี่ยงหลักคลิกแล้วไม่ซื้อแสดงผลเยอะแต่ไม่มีใครคลิกต้องมีข้อมูล Conversion มากพอ

CPM คือจ่ายตามการแสดงผล

ตามหน้า Cost-per-thousand impressions (CPM): Definition CPM คือการเสนอราคาที่จ่ายต่อการแสดงผล 1,000 ครั้งบน Google Display Network และหน้าเดียวกันระบุว่าการเสนอราคาแบบ Viewable CPM (vCPM) ทำให้คุณจ่ายเฉพาะเมื่อโฆษณามีโอกาสถูกมองเห็นจริง

คำว่า “มองเห็นได้” มีเกณฑ์ชัดเจนในหน้า Understanding viewability and Active View reporting metrics คือโฆษณาดิสเพลย์ต้องแสดงบนจออย่างน้อย 50% ของพื้นที่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 วินาที ส่วนโฆษณาวิดีโอต้องแสดงอย่างน้อย 50% ของพื้นที่ขณะวิดีโอเล่นอย่างน้อย 2 วินาที

CPA คือยึดต้นทุนต่อ Conversion

CPA ใน Google Ads มีสองความหมายที่ต้องแยกกัน ความหมายแรกคือกลยุทธ์ราคาเสนอ Target CPA ตามหน้า About Target CPA bidding Google อธิบายว่าเป็นกลยุทธ์อัตโนมัติที่ตั้งราคาเสนอให้ได้ Conversion มากที่สุดที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อ Conversion ตามเป้า โดย บาง Conversion อาจแพงกว่าเป้าและบางรายการถูกกว่าเป้า แต่โดยรวมระบบพยายามรักษาค่าเฉลี่ยให้เท่ากับ Target CPA

ความหมายที่สองคือการจ่ายเงินต่อ Conversion จริง ตามหน้า About paying for conversions คุณจ่ายเฉพาะเมื่อลูกค้าเกิด Conversion บนเว็บหรือแอป โดยไม่ถูกเก็บเงินค่าการแสดงผลหรือคลิกที่นำไปสู่ Conversion นั้น แต่มีเฉพาะแคมเปญ Display และมีเงื่อนไขดังนี้

  • บัญชีต้องมี Conversion มากกว่า 100 ครั้งใน 30 วันที่ผ่านมา
  • 90% ของ Conversion ต้องเกิดภายในไม่ถึง 7 วันหลังคลิกโฆษณา
  • Target CPA ที่ตั้งต้องต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ

Google ยกตัวอย่างว่าถ้าตั้ง Target CPA ไว้ 10 ดอลลาร์ และได้ 10 Conversion ในเดือนนั้น ยอดที่ต้องจ่ายคือ 10 × 10 = 100 ดอลลาร์

CPV คือโมเดลจ่ายต่อการดูวิดีโอ

บน YouTube ยังมีอีกโมเดลคือ CPV (Cost-Per-View) ตามหน้า About YouTube’s cost-per-view (CPV) bidding โฆษณา in-stream นับเป็นการดูเมื่อคนดูครบ 30 วินาที (หรือจนจบถ้าวิดีโอสั้นกว่า) หรือมีการโต้ตอบกับโฆษณา แล้วแต่อย่างไหนเกิดก่อน ถ้าเป้าหมายของคุณคือให้คนดูวิดีโอ CPV ตรงโจทย์กว่า PPC

งบเท่ากัน จ่ายแบบ PPC หรือ CPM คุ้มกว่า?

ไม่มีโมเดลไหนถูกกว่าเสมอ ต้องเทียบที่ ค่าโฆษณาต่อลูกค้าหนึ่งราย ไม่ใช่ที่ราคาต่อคลิกหรือราคาต่อพันการแสดงผล เพราะตัวเลขต้นทางของแต่ละโมเดลวัดคนละอย่าง

ตัวอย่างสมมติ ร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ออนไลน์มีงบ 10,000 บาท ทดลองสองแคมเปญแยกกัน

รายการแคมเปญ A จ่ายแบบ PPCแคมเปญ B จ่ายแบบ vCPM
ราคาที่จ่าย (สมมติ)Avg. CPC 20 บาท50 บาทต่อ 1,000 การแสดงผลที่มองเห็นได้
สิ่งที่ได้จากงบ10,000 ÷ 20 = 500 คลิก10,000 ÷ 50 × 1,000 = 200,000 การแสดงผล
คลิก500 คลิกCTR 0.2%: 200,000 × 0.2% = 400 คลิก
อัตรา Conversion (สมมติ)4%2%
Conversion500 × 4% = 20 ราย400 × 2% = 8 ราย
ค่าโฆษณาต่อลูกค้า10,000 ÷ 20 = 500 บาท10,000 ÷ 8 = 1,250 บาท

ในตัวอย่างนี้แคมเปญ A ได้ลูกค้ามากกว่า เพราะ PPC บน Search จับคนที่กำลังค้นหาสินค้าอยู่แล้ว ส่วนแคมเปญ B ได้การแสดงผลถึง 200,000 ครั้ง ซึ่งมีคุณค่าด้านการรับรู้แบรนด์ที่ตารางนี้ไม่ได้วัด ถ้าเป้าหมายคือให้คนรู้จักร้านใหม่ CPM อาจเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องกว่า แม้ต้นทุนต่อลูกค้าในรอบแรกจะสูงกว่า

ถ้าบัญชีผ่านเงื่อนไขการจ่ายต่อ Conversion และตั้ง Target CPA ไว้ 400 บาท งบ 10,000 บาทจะครอบคลุมได้สูงสุด 10,000 ÷ 400 = 25 Conversion แต่จำไว้ว่าเงื่อนไขมากกว่า 100 Conversion ใน 30 วัน ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังใช้ทางนี้ไม่ได้ในช่วงเริ่มต้น

PPC ใช้กับแพลตฟอร์มไหนได้บ้าง?

PPC ใช้ได้กับทุกแพลตฟอร์มที่มีตัวเลือกคิดเงินต่อคลิก เพราะเป็นโมเดลราคา ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กลไกประมูล เงื่อนไข และการวัดผลของแต่ละแพลตฟอร์มไม่เหมือนกัน

ภายใน Google Ads เองก็มีหลายช่องทางที่ใช้โมเดลต่างกัน

ช่องทางใน Google Adsโมเดลที่อ้างอิงในบทความนี้แหล่งอ้างอิง
Search (หน้าผลการค้นหา)CPC / PPCCost-per-click (CPC) bidding
Display NetworkCPM, vCPM และการจ่ายต่อ ConversionCPM Definition, About paying for conversions
YouTubeCPVAbout YouTube’s cost-per-view (CPV) bidding

สำหรับแพลตฟอร์มอื่นนอก Google ให้เช็กเงื่อนไขจากหน้าช่วยเหลือของแพลตฟอร์มนั้นโดยตรงก่อนตั้งงบ อย่าคิดว่าคำว่า “จ่ายต่อคลิก” ของทุกแพลตฟอร์มนับคลิกแบบเดียวกัน

PPC กับ SEM และ SEO ต่างกันยังไง?

PPC คือโมเดลการคิดเงิน SEM คือการตลาดบนเสิร์ชเอนจิน และ SEO คือการทำให้ติดผลการค้นหาธรรมชาติโดยไม่จ่ายค่าคลิก ทั้งสามคำจึงอยู่คนละระดับ ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่แข่งกันตรง ๆ

โฆษณาบนหน้าค้นหาของ Google เป็น SEM ที่คิดเงินแบบ PPC เป็นหลัก แต่ PPC ยังใช้นอกหน้าค้นหาได้ เช่น โฆษณาดิสเพลย์ที่เลือกจ่ายต่อคลิก ความต่างของ SEM กับ SEO และ PPC แบบละเอียดพร้อมตาราง อ่านได้ที่ SEM คืออะไร ส่วนถ้ากำลังตัดสินใจว่าจะลงเงินกับโฆษณาหรือทำ SEO ดู SEO กับ Google Ads ต่างกันอย่างไร

ควรเลือกจ่ายแบบ PPC, CPM หรือ CPA เมื่อไหร่?

เลือกจากเป้าหมายของแคมเปญเป็นอันดับแรก แล้วค่อยดูว่าบัญชีมีข้อมูลพอสำหรับโมเดลนั้นหรือยัง ลำดับคิดที่เราใช้กับลูกค้ามีดังนี้

  1. ถามว่าเป้าหมายคืออะไร: อยากได้คนเข้าเว็บ อยากให้คนเห็นแบรนด์ หรืออยากได้ยอดขายในต้นทุนที่คุมได้
  2. ถ้าลูกค้ากำลังค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณบน Google อยู่แล้ว เริ่มจาก PPC บน Search เพราะจ่ายเฉพาะคนที่สนใจจนคลิก
  3. ถ้าสินค้าใหม่จนคนยังไม่รู้ว่าต้องค้นคำอะไร ใช้ Display แบบ vCPM หรือวิดีโอแบบ CPV เพื่อสร้างการรับรู้ก่อน
  4. ติดตั้ง Conversion Tracking ตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเลือกโมเดลไหน เพราะเป็นข้อมูลที่กลยุทธ์ CPA ต้องใช้
  5. เมื่อมีข้อมูล Conversion สะสมพอ ทดลองเปลี่ยนเป็น Target CPA แล้วเทียบต้นทุนต่อลูกค้ากับช่วงก่อนหน้า
  6. ทบทวนทุกเดือนที่ค่าโฆษณาต่อลูกค้าและยอดขาย ถ้าอยากวัดว่าเงินค่าโฆษณาสร้างยอดขายกลับมากี่เท่า ใช้ ROAS คืออะไร เป็นตัวชี้วัดคู่กัน
เป้าหมายโมเดลที่ตรงโจทย์ตัวชี้วัดที่ควรดู
ได้คนที่กำลังค้นหาเข้าเว็บPPC / CPCAvg. CPC, CTR, ค่าโฆษณาต่อ Conversion
สร้างการรับรู้แบรนด์vCPM หรือ CPVการแสดงผลที่มองเห็นได้, จำนวนการดู
ได้ลูกค้าในต้นทุนที่คุมได้Target CPAต้นทุนต่อ Conversion เทียบเป้า

ข้อผิดพลาดที่ทำให้งบ PPC รั่วมีอะไรบ้าง?

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ วัดผลแค่จำนวนคลิก ทั้งที่คลิกไม่ได้แปลว่าลูกค้า รองลงมาคือคีย์เวิร์ดกว้างเกินไปและหน้าปลายทางไม่ตรงกับโฆษณา

  • เปิดแคมเปญโดยไม่มี Conversion Tracking จึงไม่รู้ว่าคลิกไหนกลายเป็นลูกค้า
  • ไม่เพิ่ม Negative Keyword จนโฆษณาไปแสดงกับคนที่ค้นหาข้อมูลซึ่งไม่ได้ตั้งใจซื้อ
  • ส่งทุกโฆษณาไปหน้าแรกของเว็บ แทนหน้าที่ตรงกับสิ่งที่โฆษณาพูด
  • ไล่กดราคาเสนอให้ต่ำที่สุด จนโฆษณาแสดงน้อยลงหรือตกไปตำแหน่งที่คนไม่เห็น
  • เปรียบเทียบ CPC กับ CPM ตรง ๆ ทั้งที่สองตัวเลขวัดคนละสิ่ง ต้องแปลงเป็นค่าโฆษณาต่อลูกค้าก่อนเทียบ

ข้อความโฆษณาที่ตรงกับคำค้นช่วยให้คนคลิกมากขึ้นและส่งผลต่อคุณภาพโฆษณา อ่านวิธีวัดและเพิ่มอัตราคลิกได้ที่ CTR คืออะไร

ให้ SEONo1 ช่วยดูแลโฆษณา PPC ได้ไหม?

ได้ ทีม SEONo1 ในฐานะ Google Partner ช่วยเลือกโมเดลการจ่ายเงินให้ตรงเป้าหมาย วางโครงสร้างแคมเปญ คัดคีย์เวิร์ดและ Negative Keyword ติดตั้ง Conversion Tracking และปรับแต่งทุกเดือนจากข้อมูลจริง ค่าดูแล 3,500 บาทต่อเดือน ไม่รวมงบโฆษณาที่จ่ายให้ Google โดยตรงและไม่รวม VAT 7% หากงบโฆษณาเกิน 30,000 บาทต่อเดือน ค่าดูแลคิดที่ 15% ของงบโฆษณา บัญชีโฆษณาเป็นชื่อของคุณเสมอ

ดูรายละเอียดได้ที่ รับทำ Google Ads เทียบกับบริการอื่นที่ หน้าแพ็กเกจ หรือ ติดต่อทีมเพื่อประเมินว่าธุรกิจของคุณควรเริ่มโฆษณาแบบไหน

สรุป

PPC คือโมเดลโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก ใน Google Ads คือการเสนอราคาแบบ CPC ที่ตั้ง Max CPC เป็นเพดานและมักจ่ายจริงต่ำกว่านั้น PPC ต่างจาก CPM ที่จ่ายต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง (vCPM นับเฉพาะที่มองเห็นได้) และ CPA ที่ยึดต้นทุนต่อ Conversion ซึ่งการจ่ายต่อ Conversion จริงมีเฉพาะ Display และต้องมี Conversion มากกว่า 100 ครั้งใน 30 วัน การเลือกโมเดลให้เริ่มจากเป้าหมาย แล้ววัดผลที่ค่าโฆษณาต่อลูกค้าเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ว่าค่าคลิกหรือค่าแสดงผลแบบไหนถูกกว่า

FAQ

คำถามที่พบบ่อย

PPC คืออะไร ย่อมาจากอะไร?

PPC ย่อมาจาก Pay-Per-Click คือโมเดลคิดราคาโฆษณาที่ผู้ลงโฆษณาจ่ายเงินเมื่อมีคนคลิกโฆษณาเท่านั้น โฆษณาแสดงกี่ครั้งก็ไม่เสียเงินถ้าไม่มีใครคลิก Google ระบุในศูนย์ช่วยเหลือว่าการคิดราคาแบบ CPC บางครั้งเรียกว่า PPC

PPC กับ CPC ต่างกันอย่างไร?

ใน Google Ads สองคำนี้หมายถึงโมเดลเดียวกันคือจ่ายต่อคลิก ความต่างอยู่ที่การใช้งาน PPC มักใช้เรียกโมเดลหรือประเภทโฆษณา ส่วน CPC มักใช้เรียกตัวเลขค่าคลิก เช่น Max CPC ที่ตั้งเป็นเพดาน และ Avg. CPC ที่เห็นในรายงาน

PPC กับ CPM และ CPA ต่างกันอย่างไร?

PPC จ่ายเมื่อมีคนคลิก CPM จ่ายตามการแสดงผลทุก 1,000 ครั้ง และ CPA จ่ายหรือตั้งเป้าตามจำนวน Conversion เช่น การซื้อหรือการกรอกฟอร์ม โมเดลที่เหมาะขึ้นกับเป้าหมาย ถ้าอยากได้คนเข้าเว็บใช้ PPC ถ้าอยากให้คนเห็นแบรนด์ใช้ CPM ถ้ามีข้อมูล Conversion มากพอใช้ CPA

โฆษณา PPC ต้องใช้งบขั้นต่ำเท่าไหร่?

Google Ads ให้คุณตั้งงบต่อวันและราคาเสนอสูงสุดต่อคลิกเอง จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ งบที่เหมาะคำนวณจากค่าคลิกในวงการของคุณคูณจำนวนคลิกที่ต้องการ หากจ้าง SEONo1 ดูแล ค่าดูแลคือ 3,500 บาทต่อเดือน แยกจากงบโฆษณาที่จ่ายให้ Google

จ่ายแบบ CPA ใน Google Ads ได้ทุกบัญชีไหม?

ไม่ได้ทุกบัญชี การจ่ายเฉพาะเมื่อเกิด Conversion มีเฉพาะแคมเปญ Display และบัญชีต้องมี Conversion มากกว่า 100 ครั้งใน 30 วันที่ผ่านมา ส่วน Target CPA ที่เป็นกลยุทธ์ตั้งราคาเสนออัตโนมัติ ใช้ได้กว้างกว่าแต่ยังคิดเงินตามคลิกตามปกติ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นจากปัญหาที่ถูกต้อง

ส่งเว็บไซต์มาให้เราประเมินก่อน ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด

บอกเราว่าธุรกิจของคุณอยากได้ลูกค้าจากคำค้นไหน เราจะบอกตรง ๆ ว่าเว็บคุณต้องแก้อะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ และคุ้มที่จะลงทุนหรือไม่